🔬

Simple Harmonic Motion on a Linear Air Track

Experiment 21 — การเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกอย่างง่ายบนรางลม

KP Science simulation
โหมด:
1.0x
00:00.00
รอบที่: 0

ตารางบันทึกผล — Part A: Variation of Period with Initial Displacement

กราฟ

🎯 จุดประสงค์การเรียนรู้

  1. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคาบการสั่นกับการกระจัดเริ่มต้นของระบบสปริง-มวล
  2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคาบการสั่นกับมวลของ glider
  3. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคาบการสั่นกับแรงตึงของสปริง
  4. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคาบการสั่นกับค่าคงที่สปริง

🔧 อุปกรณ์การทดลอง (จำลอง)

  • รางลมเชิงเส้น (Linear Air Track) พร้อมเครื่องเป่าลม
  • สปริง 2 ตัว (K₁ และ K₂) ยึดที่ปลายทั้งสองข้างของ glider
  • Glider (ตัวเลื่อน) — ปรับมวลได้ 0.100 - 1.000 kg
  • เชือกปรับแรงตึงสปริง
  • นาฬิกาจับเวลา (Stopwatch)
  • มวลเพิ่มเติมสำหรับเพิ่มมวล glider

📝 วิธีการใช้งาน Simulation

โหมดบันทึกค่าเอง (Manual Mode — ค่าเริ่มต้น)

  1. เลือกการทดลอง (Part A, B, C หรือ D) จากแถบด้านบน
  2. ตั้งค่าตัวแปรที่ต้องการจากแถบ slider หรือพิมพ์ค่าในช่อง
  3. กดปุ่ม "▶ เริ่ม" เพื่อปล่อย glider — นาฬิกาจับเวลาจะเริ่มนับ
  4. นับจำนวนรอบการแกว่งของ glider ด้วยตาเอง (แนะนำ 20 รอบ)
  5. กดปุ่ม "⏱ หยุดจับเวลา" เมื่อนับครบตามต้องการ
  6. กรอกจำนวนรอบที่นับได้ในช่อง แล้วกด "บันทึก"
  7. ระบบจะคำนวณ T = เวลา / จำนวนรอบ พร้อมแสดงค่าทฤษฎีเปรียบเทียบ
  8. กดปุ่ม "💡 Hint" เพื่อดูการคำนวณที่ถูกต้อง
💡 การนับรอบ: 1 รอบสมบูรณ์ = glider เคลื่อนจากจุดเริ่มต้นไปทางหนึ่ง กลับมาผ่านจุดสมดุล ไปอีกทางหนึ่ง แล้วกลับมาที่จุดเริ่มต้นเดิม

โหมดบันทึกค่าอัตโนมัติ (Auto Mode)

  1. เลือกการทดลองและตั้งค่าตัวแปร
  2. กำหนดจำนวนรอบเป้าหมาย (ค่าเริ่มต้น 20 รอบ)
  3. กดปุ่ม "▶ เริ่ม" — ระบบจะนับรอบและจับเวลาให้อัตโนมัติ
  4. เมื่อครบจำนวนรอบ ระบบจะบันทึกข้อมูลลงตารางให้ทันที

🧪 ขั้นตอนการทดลอง

Part A: ความสัมพันธ์ระหว่างคาบกับการกระจัดเริ่มต้น

  1. ตั้งค่า K₁ = 2.0 N/m, K₂ = 2.0 N/m, มวล = 0.240 kg, แรงตึง = 0.735 N
  2. ตั้งการกระจัดเริ่มต้น = 0.05 m แล้วทำการทดลอง นับ 20 รอบ
  3. เปลี่ยนการกระจัดเป็น 0.10 m, 0.15 m, 0.20 m ทำซ้ำในแต่ละค่า
  4. สังเกตว่าคาบเปลี่ยนแปลงหรือไม่เมื่อเปลี่ยนการกระจัดเริ่มต้น

Part B: ความสัมพันธ์ระหว่างคาบกับมวล

  1. ตั้งค่า K₁ = 2.0 N/m, K₂ = 2.0 N/m, แรงตึง = 0.735 N, การกระจัด = 0.10 m
  2. ตั้งมวล glider = 0.240 kg แล้วทำการทดลอง นับ 20 รอบ
  3. เปลี่ยนมวลเป็น 0.360, 0.480, 0.600 kg ทำซ้ำในแต่ละค่า
  4. สังเกตว่าคาบเปลี่ยนแปลงอย่างไรเมื่อมวลเพิ่มขึ้น

Part C: ความสัมพันธ์ระหว่างคาบกับแรงตึงสปริง

  1. ตั้งค่า K₁ = 2.0 N/m, K₂ = 2.0 N/m, มวล = 0.240 kg, การกระจัด = 0.10 m
  2. ตั้งแรงตึง = 0.735 N แล้วทำการทดลอง นับ 20 รอบ
  3. เปลี่ยนแรงตึงเป็น 0.588, 0.490, 0.343 N ทำซ้ำในแต่ละค่า
  4. สังเกตว่าคาบเปลี่ยนแปลงหรือไม่เมื่อเปลี่ยนแรงตึง

Part D: ความสัมพันธ์ระหว่างคาบกับค่าคงที่สปริง

  1. ตั้งค่า มวล = 0.240 kg, แรงตึง = 0.735 N, การกระจัด = 0.10 m
  2. ตั้ง K₁ = 2.0, K₂ = 1.4 N/m แล้วทำการทดลอง นับ 20 รอบ
  3. เปลี่ยนค่าคงที่สปริงเป็นชุดต่างๆ: (2.0, 2.0), (2.0, 2.5), (2.7, 2.0), (2.5, 2.7)
  4. สังเกตว่าคาบเปลี่ยนแปลงอย่างไรเมื่อค่าคงที่สปริงรวมเพิ่มขึ้น

📊 วิธีการบันทึกผลและวิเคราะห์

  1. บันทึกข้อมูลลงในตารางให้ครบทุก trial
  2. คำนวณคาบ: T = เวลารวม (t) / จำนวนรอบ (n)
  3. เปรียบเทียบค่าทดลองกับค่าทฤษฎี: T = 2π√(m/(k₁+k₂))
  4. คำนวณ % error = |T_exp - T_theory| / T_theory × 100%
  5. ดูกราฟเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร
  6. กดปุ่ม "Export CSV" เพื่อดาวน์โหลดข้อมูลสำหรับวิเคราะห์เพิ่มเติม
⚠️ ในโหมด Manual: พยายามนับรอบให้แม่นยำ เริ่มนับจากจุดที่ glider ผ่านตำแหน่งสมดุลไปในทิศทางเดียวกัน

🌊 การเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกอย่างง่าย (Simple Harmonic Motion) คืออะไร?

เมื่อวัตถุที่ยึดติดกับสปริงถูกดึงออกจากตำแหน่งสมดุลแล้วปล่อย มันจะสั่นไปมารอบตำแหน่งสมดุลด้วยการเคลื่อนที่แบบคาบ เรียกว่า Simple Harmonic Motion (SHM)

คุณสมบัติสำคัญของ SHM:

  • แรงดึงกลับ (Restoring Force) แปรผันตรงกับการกระจัดและมีทิศตรงข้าม: F = -kx
  • การเคลื่อนที่เป็นคาบ — ทำซ้ำทุกๆ คาบ T วินาที
  • คาบการสั่นไม่ขึ้นกับแอมพลิจูด (isochronous)

📐 สมการการเคลื่อนที่

สำหรับระบบสปริง-มวลบนรางลม ที่มีสปริง 2 ตัวยึดทั้งสองข้าง:

x(t) = A · cos(ωt)
v(t) = -Aω · sin(ωt)
a(t) = -ω² · x(t)

โดยที่ ω (ความถี่เชิงมุม) = √((k₁ + k₂) / m)

x, v, a = ตำแหน่ง, ความเร็ว, ความเร่ง ω = ความถี่เชิงมุม (rad/s) A = แอมพลิจูด (m)

⏱ สมการคาบการสั่น

คาบ (Period) คือเวลาที่ใช้ในการสั่นครบ 1 รอบ:

T = 2π √(m / (k₁ + k₂))
T = คาบการสั่น (s) m = มวล glider (kg) k₁ = ค่าคงที่สปริง 1 (N/m) k₂ = ค่าคงที่สปริง 2 (N/m)

🧮 ตัวอย่างการคำนวณ

k₁ = 2.0 N/m, k₂ = 2.0 N/m, m = 0.240 kg

T = 2π√(0.240 / (2.0 + 2.0)) = 2π√(0.240/4.0) = 2π√(0.06) = 2π × 0.2449 = 1.539 s

ค่าทดลอง ≈ 1.5 s (error ≈ 2.5%)

🧮 ตัวอย่างที่ 2

k₁ = 2.0 N/m, k₂ = 2.5 N/m, m = 0.240 kg

T = 2π√(0.240 / (2.0 + 2.5)) = 2π√(0.240/4.5) = 2π√(0.0533) = 2π × 0.2309 = 1.451 s

ค่าทดลอง ≈ 1.4 s (error < 4%)

🔍 ทำไมคาบไม่ขึ้นกับแอมพลิจูด (การกระจัดเริ่มต้น)?

เมื่อแอมพลิจูดเพิ่มขึ้น:

  • ระยะทางที่ต้องเคลื่อนที่มากขึ้น → ใช้เวลามากขึ้น
  • แต่แรงดึงกลับก็เพิ่มขึ้นตามสัดส่วน (F = -kx) → ความเร่งมากขึ้น → เร็วขึ้น
  • ทั้งสองผลหักล้างกันพอดี → คาบคงที่!

สังเกตจากสมการ: T = 2π√(m/(k₁+k₂)) — ไม่มีตัวแปร A (แอมพลิจูด) ในสมการ

🔍 ทำไมคาบไม่ขึ้นกับแรงตึงของสปริง?

แรงตึง (Tension) ของสปริงหมายถึงแรงที่สปริงถูกยืดออกจากความยาวธรรมชาติ ณ ตำแหน่งสมดุล

  • การเปลี่ยนแรงตึงเพียงแค่เลื่อนตำแหน่งสมดุล แต่ไม่เปลี่ยนค่าคงที่สปริง k
  • ค่าคงที่สปริง k คือ ความชัน (slope) ของกราฟ F vs x ซึ่งคงที่ตลอดช่วงการยืดหยุ่น
  • เนื่องจาก k ไม่เปลี่ยน → คาบ T = 2π√(m/k) ก็ไม่เปลี่ยน

💡 เปรียบเทียบ

เหมือนกับการแกว่งลูกตุ้มบนเครื่องบินที่ลอยอยู่ในอากาศ — ไม่ว่าเครื่องบินจะอยู่สูงเท่าไร (เปลี่ยน "ตำแหน่งสมดุล" ของลูกตุ้ม) คาบการแกว่งก็ขึ้นกับความยาวเชือกและ g เท่านั้น

📊 ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร

T vs m (คาบ vs มวล)

T ∝ √m — คาบเพิ่มตามรากที่สองของมวล

T² vs m (ความสัมพันธ์เชิงเส้น)

T² = 4π²m/(k₁+k₂) — กราฟเส้นตรงผ่านจุดกำเนิด

T vs k_total (คาบ vs ค่าคงที่สปริงรวม)

T ∝ 1/√k — คาบลดเมื่อค่าคงที่สปริงเพิ่ม

T² vs 1/k_total (ความสัมพันธ์เชิงเส้น)

T² = 4π²m · (1/k_total) — เส้นตรงผ่านจุดกำเนิด

⚡ พลังงานใน SHM

พลังงานรวมของระบบ SHM คงที่ตลอดเวลา โดยแลกเปลี่ยนระหว่างพลังงานจลน์ (KE) และพลังงานศักย์ (PE):

E_total = ½kA² = ½mv² + ½kx² = constant
  • ที่จุดปลาย (x = ±A): KE = 0, PE = สูงสุด = ½kA²
  • ที่จุดสมดุล (x = 0): PE = 0, KE = สูงสุด = ½kA²
  • ที่จุดอื่นๆ: KE + PE = ½kA² เสมอ

📋 ตารางเปรียบเทียบผลทดลอง

ข้อมูลอ้างอิงจากการทดลองจริง (Experiment 21):

Part B: Variation of Period with Mass

มวล (kg)T ทดลอง (s)T ทฤษฎี (s)% Error
0.2401.501.5392.5%
0.3601.801.8854.5%
0.4802.102.1773.5%
0.6002.352.4343.5%

Part D: Variation of Period with Spring Constants

k₁ (N/m)k₂ (N/m)k_totalT ทดลอง (s)T ทฤษฎี (s)% Error
2.01.43.41.701.6691.9%
2.02.04.01.501.5392.5%
2.02.54.51.401.4513.5%
2.72.04.71.401.4201.4%
2.52.75.21.301.3503.7%